Long Call
Long Call
โครงสร้างของกลยุทธ์
Long Call คือการ “ซื้อสิทธิ์” ในการซื้อสินทรัพย์อ้างอิง (เช่น หุ้น) ในราคาที่กำหนด (Strike Price) ภายในเวลาที่กำหนด (Expiration Date)
ผู้ซื้อ Long Call มีสิทธิ์ในการซื้อ แต่ไม่มีภาระผูกพัน ต้องการราคาหุ้นขึ้นเพื่อสร้างกำไร
หลักการง่าย ๆ:
- ถ้าราคาหุ้นขึ้นเกิน Strike + Premium → กำไร
- ถ้าราคาหุ้นไม่ขึ้น → ขาดทุนจำกัดที่ Premium ที่จ่ายไป
ตัวอย่างง่ายๆ:
เหมือนคุณจองคอนโดในราคา 3 ล้านบาท
ถ้าคอนโดราคาตลาดพุ่งขึ้นเป็น 3.5 ล้าน → คุณทำกำไรได้
ถ้าคอนโดราคาตลาดนิ่งหรือลดลง → คุณเสียแค่ค่าใบจองเท่านั้น
Payoff Diagram

โครงสร้างพื้นฐานของ Long Call:
- สิ่งที่ทำ: ซื้อ Call Option
- มุมมองตลาด: คาดว่าราคาจะขึ้น (Bullish)
- ต้นทุน: Premium ที่จ่ายไปล่วงหน้า
- Max Loss: จำกัดที่จำนวน Premium ที่จ่าย (จากตัวอย่างคือ $500)
- Max Profit: ไม่มีขีดจำกัด (ไม่จำกัด)
- จุดคุ้มทุน (Break-even Point):
= Strike Price + Premium
= $100 (Strike) + $5 (Premium) = $105
วิเคราะห์กราฟ Payoff:
- เส้นกราฟสีแดงแสดงช่วงที่ขาดทุน → หากราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่า $105 ณ วันหมดอายุ
นักลงทุนจะไม่ใช้สิทธิ์ และขาดทุนเต็มจำนวนคือ $500 - จุดเปลี่ยนคือที่ราคา $105 ซึ่งเป็นจุดคุ้มทุน (Break-even)
- เมื่อราคาทะลุ $105 ขึ้นไป → เส้นกราฟเป็นเส้นตรงขึ้นเรื่อย ๆ (สีเขียว)
หมายถึงกำไรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหุ้น → กำไรแบบไม่มีขีดจำกัด
พฤติกรรมของกลยุทธ์
| ปัจจัย | พฤติกรรม | อธิบายเพิ่มเติม |
|---|---|---|
| ราคาหุ้นขึ้น | กำไร | ได้กำไรเพิ่มตามราคาหุ้นที่พุ่งขึ้น |
| ราคาหุ้นลง | ขาดทุนจำกัด | ขาดทุนเฉพาะค่า Premium ที่จ่ายไป |
| ราคาหุ้นนิ่ง | ขาดทุนจาก Theta | Premium จะเสื่อมตามเวลา (Time Decay) |
พฤติกรรมทาง Greek
| Greek | ลักษณะ | ทำไมเป็นแบบนี้ | หมายเหตุ (ลงลึก) |
|---|---|---|---|
| Delta | บวก | Long Call ได้กำไรเมื่อหุ้นขึ้น → Delta บวก (ประมาณ 0.5 ที่ ATM) | ยิ่งราคาหุ้นขึ้น Delta ยิ่งเข้าใกล้ 1 |
| Gamma | บวก | เมื่อหุ้นขยับ Delta ของ Option เปลี่ยนเร็วขึ้น → Gamma บวก | Gamma สูงสุดที่ ATM และใกล้หมดอายุ |
| Theta | ลบ | ทุกวันเวลาผ่านไป ค่า Option ลดลง → Theta ลบ | ต้องการให้หุ้นขยับเร็วเพื่อชนะ Time Decay |
| Vega | บวก | Volatility เพิ่ม → Option ราคาขึ้น → Vega บวก | ชอบตลาดที่ Volatility พุ่ง เช่นก่อน Earnings |
เทคนิคการเลือกตั้งค่ากลยุทธ์ (Tuning and Optimization)
การเลือก IV (Implied Volatility)
- สิ่งที่เลือก: เลือก IV ต่ำ หรือ IV Rank ต่ำกว่า 30%
- ทำไมถึงเลือกแบบนี้: จ่าย Premium ต่ำ ลดต้นทุนแรกเริ่ม
- เป้าหมายปลายทาง: หุ้นขึ้นแรง หรือ IV เพิ่ม → Option มีมูลค่าเพิ่ม
- ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา: ถ้า IV ลดลงหลังซื้อ → Option เสื่อมมูลค่ารวดเร็ว
การเลือก Strike Price
- สิ่งที่เลือก: เลือก Strike ใกล้ ATM หรือเล็กน้อย OTM
- ทำไมถึงเลือกแบบนี้:
- ATM → Delta สูงกว่า กำไรตามราคาขึ้นเร็ว
- OTM → จ่าย Premium ต่ำ แต่ต้องการการเคลื่อนที่มากขึ้น
- เป้าหมายปลายทาง: ราคาวิ่งทะลุ Strike เพื่อเข้า ITM
- ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา: เลือก OTM ไกลเกินไป → Option หมดค่าเร็ว
การเลือก Expiration Date
- สิ่งที่เลือก: Expiry กลางๆ (30-60 วัน)
- ทำไมถึงเลือกแบบนี้:
ให้เวลาพอสำหรับราคาขึ้น โดยไม่เสียจาก Theta มากเกินไป - เป้าหมายปลายทาง: รอโอกาสการเคลื่อนที่โดยไม่เสียค่า Time Decay เร็ว
- ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณา: เลือกสั้นเกินไป เสี่ยงหมดค่าไว
ตัวอย่างการใช้งานจริง (Case Study)
กรณีที่กำไร
- ซื้อ Long Call Strike $100, Premium $3.00
- หุ้นขึ้นไป $110 ก่อนหมดอายุ
- กำไรขั้นต้น = ($110 - $100) - $3 = $7 ต่อหุ้น
- กำไรสุทธิ = $7 × 100 หุ้น = $700
สาเหตุที่กำไร:
- ราคาขึ้นแรงเกิน Strike + Premium
- Delta เพิ่มตามราคาขึ้น
- Theta เสื่อมช้ากว่าราคาขึ้น
กรณีที่ขาดทุน
- ซื้อ Long Call Strike $100, Premium $3.00
- หุ้นขยับขึ้นเล็กน้อยไป $102 ก่อนหมดอายุ
- Breakeven คือ $103 → ยังไม่ถึง
- ขาดทุน = Premium ทั้งหมด = $300
สาเหตุที่ขาดทุน:
- ราคาขึ้นไม่ถึงระดับที่คุ้มทุน
- Theta Decay กัดกินมูลค่าของ Option
- Vega ไม่ได้ช่วย (ไม่มีความผันผวนเพิ่ม)
ข้อดี / ข้อเสีย
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| ขาดทุนจำกัด (Premium ที่จ่าย) | เสีย Premium ทันทีหลังซื้อ |
| กำไรไม่จำกัดถ้าหุ้นขึ้นแรง | ต้องการราคาขยับเร็วพอเพื่อชนะ Theta |
| ใช้เงินน้อยกว่าเทรดหุ้นตรง | เสี่ยงหมดค่าได้ง่ายถ้าเลือก Strike ผิด |
สรุปบทเรียน
- Long Call เหมาะกับตลาดที่คาดว่าหุ้นจะขึ้นแรง
- ต้องระวัง Time Decay และเลือก Strike กับ Expiry อย่างมีกลยุทธ์
- เข้าใจ Greek ของ Long Call ช่วยวางแผนเทรดได้แม่นยำขึ้น