Vertical Spread Case Study

Vertical Spread Case Study

บริบทของตลาด

  • หุ้น AAPL มีแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่องจากการประกาศผลประกอบการ (Earnings) ที่ดีกว่าคาด
  • ภาพรวมตลาดอยู่ในบรรยากาศ Risk-On และมี Sentiment บวกในวงกว้าง
  • Implied Volatility (IV) อยู่ในระดับกลาง → ค่า Premium ของ Option ไม่สูงเกินไป น่าสนใจสำหรับการใช้กลยุทธ์ Spread เพื่อลดต้นทุน
Vertical Spread คือกลยุทธ์ยอดนิยมสำหรับเล่นตามแนวโน้ม โดยมีการจำกัดความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนได้

การออกแบบกลยุทธ์

โครงสร้าง:

  • เปิดสถานะ Bull Call Spread โดย:
    • ซื้อ Call Option ที่ Strike Price ใกล้เคียงกับราคาหุ้นปัจจุบัน (ATM)
    • ขาย Call Option ที่ Strike สูงกว่าราคาปัจจุบันประมาณ 5% (OTM)

รายละเอียดทางการเงิน:

  • Net Debit (ต้นทุนรวม) ≈ $2.00 ต่อชุดสัญญา
  • Max Profit = ความต่างของ Strike ทั้งสองขา - Net Debit
  • Max Loss = ต้นทุนที่จ่าย (Net Debit)

เป้าหมายการเทรด:

  • ปิดทำกำไรเมื่อหุ้นขึ้นเข้าใกล้ Strike ของขา Short
  • หรือเมื่อได้กำไร 60-80% ของ Max Profit ที่คำนวณได้

การบริหารความเสี่ยงและการปรับกลยุทธ์

  • จำกัด Risk Per Trade ไม่เกิน 2% ของพอร์ต
  • ตั้ง Alert เมื่อราคาหุ้นขยับขึ้นประมาณ 3-4% จากจุดเข้าเทรด
  • ถ้าหุ้นกลับตัวแรงและหลุดแนวรับสำคัญ:
    • พิจารณา Cut Loss ทันทีเพื่อลดความเสียหาย
  • ถ้าหุ้นวิ่งเร็วเข้าใกล้ Strike ของขา Short อย่างรวดเร็ว:
    • พิจารณา Roll Strike ขาขายขึ้นไป หรือปิดทำกำไรก่อนกำหนด

ผลลัพธ์จริง

เหตุการณ์:

  • หลังเข้าเทรด หุ้น AAPL ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 4.5% ภายใน 2 สัปดาห์
  • ไม่พบข่าวลบหรือ Event พิเศษที่กระทบแนวโน้มบวกของหุ้น

ผลลัพธ์:

  • ปิด Position ด้วยกำไรประมาณ 75% ของ Max Profit ก่อนวันหมดอายุประมาณ 20 วัน
  • ไม่จำเป็นต้อง Roll หรือทำ Adjustment ตลอดช่วงถือครอง

บทเรียนสำคัญ

  • การเลือก Strike ที่เหมาะสมกับ Momentum ของหุ้น และการตั้งเป้า Exit แบบชัดเจน เป็นกุญแจสำคัญในการล็อกกำไร
  • การมี Exit Plan ที่ยืดหยุ่นช่วยให้ไม่จำเป็นต้องรอจนถึง Max Profit ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
  • Vertical Spread เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการควบคุมต้นทุนและบริหาร Reward/Risk Ratio อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคเสริมสำหรับการเล่น Vertical Spread

  • เลือกขา Long ที่มี Delta ประมาณ 0.50-0.60 เพื่อให้เกาะ Momentum ของราคาหุ้นได้ดี
  • เลือกขา Short ให้ห่างพอสมควร เพื่อให้ราคาหุ้นมี Room ในการวิ่งโดยไม่ถูกจำกัดเร็วเกินไป
  • ใช้ Time Frame ระยะสั้นถึงกลาง (30-60 วัน) เพื่อลดความเสี่ยงจาก Gamma และ Time Decay
  • วางแผนการออกที่ระดับกำไรบางส่วน (เช่น 60-80%) แทนการถือจนหมดอายุเสมอ

สรุป

  • Vertical Spread เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับเล่นแนวโน้มด้วยการจำกัดความเสี่ยง
  • ต้องเลือก Strike และ DTE ให้เหมาะกับลักษณะของ Momentum และ Volatility ปัจจุบัน
  • การวางแผน Exit ล่วงหน้าและการรักษาวินัยในการเทรดเป็นหัวใจของความสำเร็จ